ถ้อยคำอันไม่สมควร
สำหรับถ้อยคำอันไม่สมควรนั้นท่านแบ่งไว้เป็นสองส่วนคือ
1.ติรัจฉานกถา ติรัจฉานกถาเป็นถ้อยคำที่เป็นเครื่องขัดขวางกับมรรคผลนิพพานนั้น มีดังนี้
1)พูดเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับกษัตริย์ รวมถึงราชตระกูล
2)พูดเรื่องโจรต่างๆ
3)พูดเรื่องมหาอำมาตย์ราชมนตรีที่เป็นคณะรัฐบาล
4)พูดเรื่องทหารตำรวจ
5)พูดเรื่องภัยต่างๆ
6)พูดเรื่องยุทธศาสตร์การรบ
7)พูดเรื่องอาหารการกิน มีข้าวและกับเป็นต้น
8)พูดเรื่องเครื่องดื่มต่างๆ เช่น น้ำดื่มและสุรา
9)พูดเรื่องเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มต่างๆ
10)พูดเรื่องที่หลับที่นอน
11)พูดเรื่องระเบียบดอกไม้ต่างๆ
12)พูดเรื่องกลิ่นหอมต่างๆ
13)พูดเรื่องวงศ์ญาติ
14)พูดเรื่องยวดยานต่างๆ
15)พูดเรื่องหมู่บ้านต่างๆ
16)พูดเรื่องนิคมต่างๆ
17)พูดเรื่องจังหวัดต่างๆ
18)พูดเรื่องชนบทต่างๆ
19)พูดเรื่องผู้หญิง
20)พูดเรื่องผู้ชาย
21)พูดเรื่องความกล้าหาญ
22)พูดเรื่องถนนสายต่างๆ และผู้คนในถนนสายนั้น
23)พูดเรื่องท่าน้ำหรือเรื่องของคนรับใช้
24)พูดเรื่องวงศาคณาญาติที่ล่วงลับไปแล้ว
25)พูดเรื่องอื่นๆ โดยเว้นจากเรื่องแรกและเรื่องหลัง
26)พูดเรื่องใครเป็นผู้สร้างโลกหรือแผนที่โลก
27)พูดเรื่องมหาสมุทรเป็นคำถามว่า ทำไมมหาสมุทรจึงเรียกว่าสาคร คำตอบก็คือเพราะพระเจ้าสาครเป็นผู้สร้าง เป็นต้น
28)พูดเรื่องความเจริญและความเสื่อมว่า การกระทำดังนี้เป็นเหตุแห่งความเสื่อม การกระทำดังนี้เป็นเหตุแห่งความเจริญ เป็นต้น
29)พูดเรื่องป่า
30)พูดเรื่องภูเขา
31)พูดเรื่องแม่น้ำ
32)พูดเรื่องเกาะต่างๆ
ติรัจฉานกถาทั้ง 32 ประการดังที่ได้กล่าวมานี้ แม้ว่าบางอย่างจะเป็นประโยชน์ในทางโลกได้ก็จริง แต่ทว่าในด้านทางธรรมที่เกี่ยวกับการปฏิบัติแล้ว ถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ฉะนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่าเป็นติรัจฉานกถา ส่วนในด้านการปริยัตินั้นส่วนมากก็คงเป็นอุปสรรคได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ทำให้ไม่ได้รับผลดีเต็มที่จากการศึกษานั้นๆ ดังนั้น จึงเป็นติรัจฉานกถาฝ่ายด้านปริยัติอีกด้วย
ในติรัจฉานกถาทั้ง 32 นี้ ถ้าหากว่าได้กล่าวปรารภถึงคุณงามความดีของพระมหากษัตริย์ หรือผู้ใดผู้หนึ่งก็ตามที่มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ดี หรือปรารภถึงผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ก็ดี หรือผู้ที่พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์ศฤงคารบริวารมากมายปานใดก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่ต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความตายด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้ายกขึ้นมากล่าวเปรียบเทียบ ประกอบการอธิบายข้อธรรมบางอย่างบางประการ ไม่จัดว่าเป็นโทษแต่ประการใด คงมีแต่การได้รับประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สำหรับนัก ปฏิบัติแล้ว ถ้าไม่มีหน้าที่ ก็ไม่จำเป็นต้องนำเอาเรื่องเหล่านี้มาคุยสนทนากันแต่อย่างใดทั้งสิ้น
2.วิคคาหิกกถา
ส่วน “ วิคคาหิกกถา” คือถ้อยคำที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เช่น ท่านเป็นผู้ถูกข้าพเจ้าข่มไว้ ข้าพเจ้าดีกว่าท่าน เป็นต้น มุ่งหมายให้เกิดการทุ่มเถียงกันไม่มีที่จบสิ้น เพราะการทุ่มเถียงกันย่อมเป็นการ ก่อโทสะให้เกิดขึ้นในใจของทั้งสองฝ่าย
วิคคาหิกกถา ล้วนแต่เป็นโทษ ไร้ประโยชน์ ทั้งฝ่ายด้านปริยัติและปฏิบัติ ตลอดจนถึงฝ่ายทางโลก กล่าวคือในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะทำลายความดีงามและความเจริญของตน พร้อมกับทำลายความสามัคคีของหมู่คณะอีกด้วย ครั้นถึงคราวที่จะละจากโลกนี้ไปก็ต้องไปสู่ทุคติภูมิอีก
ดังนั้น ผู้ที่มีความประสงค์ใคร่จะวางตนเป็นบัณฑิตหรือสัปบุรุษ ก็ควรเว้นจากถ้อยคำที่เป็นวิคคาหิกกถาเหล่านี้เสีย