ถ้อยคำอันสมควร-ไม่สมควร(กถาวัตถุ 10-ติรัจฉานกถา-วิคคาหิกกถา)
- ถ้อยคำอันควรพูด
กถาวัตถุ 10 ประการ
ทางที่ถูกต้องคือควรเว้นคำพูดที่ทำให้ใจเศร้าหมองเสีย แต่ควรพูดแต่คำที่เป็นประโยชน์ต่อใจ เอื้อต่อสภาวธรรมภายใน คือ ดวงธรรม องค์พระ ในทางพระพุทธศาสนาท่านแบ่งไว้ 10 ประการเรียกว่า กถาวัตถุ
กถาวัตถุ 10 ชื่อว่า ภัสสสัปปายะ เป็นถ้อยคำไม่ขัดกับมรรคผลนิพพาน มี 10 ประการ ดังนี้คือ
- อัปปิจฉกถา เรื่องความมักน้อย ถ้อยคำที่ชักชวนให้มีความปรารถนาน้อย,พูดเรื่องความมักน้อยในกามคุณ 5 ประการ ไม่พูดเรื่องมักมากในกามคุณ 5 ประการ อันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น และกาย
- สันตุฏฐิกถา เรื่องความสันโดษ ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสันโดษ ไม่ชอบฟุ้งเฟ้อหรือปรนปรือ,)พูดเรื่องความพอใจตามมีตามได้ในสิ่งของของตนที่ได้มา หรือที่เกิดจากการมีความพอใจ ยินดีในทรัพย์ที่ได้มาโดยบริสุทธิ์
- ปวิเวกกถา เรื่องความสงัด ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสงัดกายใจ,พูดเรื่องความสงัดทางกาย วาจา ใจ คือ การหลีกเร้นเข้าหาที่วิเวกในการปฏิบัติธรรม เช่น เดินทางไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ เช่น ในถ้ำ ในป่าหรือรีสอร์ท เป็นต้น
- อสังสัคคกถา เรื่องความไม่คลุกคลี ถ้อยคำที่ชักนำให้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่,พูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกามคุณอารมณ์ เรื่องเพศ เรื่องกาม
- วิริยารัมภกถา เรื่องการปรารภความเพียร ถ้อยคำที่ชักนำให้มุ่งมั่นทำความเพียร,พูดเรื่องการขยันหมั่นเพียรในการทำความดี ในการสร้างบารมี
- สีลกถา เรื่องศีล ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล,พูดเรื่องศีลที่ตนหรือผู้อื่นรักษาในทางสรรเสริญยกย่อง
- สมาธิกถา เรื่องสมาธิ ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำจิตมั่น,พูดเรื่องการทำสมาธิ ผลของการปฏิบัติธรรม
- ปัญญากถา เรื่องปัญญา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา,อาจเป็นธรรมะที่ได้ฟังมาจากพระอาจารย์
- วิมุตติกถา เรื่องวิมุตติ ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้พ้นจากกิเลสและความทุกข์,พูดเรื่องผลการปฏิบัติของผู้เข้าถึงสภาวธรรมภายในเพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้น
- วิมุตติญาณทัสสนกถา เรื่องความรู้ความเห็นในวิมุตติ ถ้อยคำที่ชักนำให้สนใจ และเข้าใจเรื่องความรู้ ความเห็นในภาวะที่หลุดพ้น จากกิเลสและความทุกข์
กถาวัตถุ 10 ประการดังกล่าวมาแล้วนี้ แม้จะเป็นถ้อยคำที่ไม่ขัดกับมรรคผลนิพพานแต่ประการใด ก็จริง สำหรับนักปฏิบัติไม่ควรพูดมาก ควรพูดแต่พอประมาณ เพื่อจะได้รักษาสมาธิและปฏิภาคนิมิต ดังนั้น ท่านอรรถกถาจารย์จึงได้สั่งไว้ว่า แม้เป็นกถาวัตถุ 10 ก็ตาม ก็จง พูดแต่พอประมาณ อย่าให้มากเกินไปนัก
- ถ้อยคำอันไม่สมควรสำหรับถ้อยคำอันไม่สมควรนั้นท่านแบ่งไว้เป็นสองส่วนคือ1.ติรัจฉานกถา ติรัจฉานกถาเป็นถ้อยคำที่เป็นเครื่องขัดขวางกับมรรคผลนิพพานนั้น มีดังนี้1)พูดเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับกษัตริย์ รวมถึงราชตระกูล2)พูดเรื่องโจรต่างๆ3)พูดเรื่องมหาอำมาตย์ราชมนตรีที่เป็นคณะรัฐบาล4)พูดเรื่องทหารตำรวจ5)พูดเรื่องภัยต่างๆ6)พูดเรื่องยุทธศาสตร์การรบ7)พูดเรื่องอาหารการกิน มีข้าวและกับเป็นต้น8)พูดเรื่องเครื่องดื่มต่างๆ เช่น น้ำดื่มและสุรา9)พูดเรื่องเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มต่างๆ10)พูดเรื่องที่หลับที่นอน11)พูดเรื่องระเบียบดอกไม้ต่างๆ12)พูดเรื่องกลิ่นหอมต่างๆ13)พูดเรื่องวงศ์ญาติ14)พูดเรื่องยวดยานต่างๆ15)พูดเรื่องหมู่บ้านต่างๆ16)พูดเรื่องนิคมต่างๆ17)พูดเรื่องจังหวัดต่างๆ18)พูดเรื่องชนบทต่างๆ19)พูดเรื่องผู้หญิง20)พูดเรื่องผู้ชาย21)พูดเรื่องความกล้าหาญ22)พูดเรื่องถนนสายต่างๆ และผู้คนในถนนสายนั้น23)พูดเรื่องท่าน้ำหรือเรื่องของคนรับใช้24)พูดเรื่องวงศาคณาญาติที่ล่วงลับไปแล้ว25)พูดเรื่องอื่นๆ โดยเว้นจากเรื่องแรกและเรื่องหลัง26)พูดเรื่องใครเป็นผู้สร้างโลกหรือแผนที่โลก27)พูดเรื่องมหาสมุทรเป็นคำถามว่า ทำไมมหาสมุทรจึงเรียกว่าสาคร คำตอบก็คือเพราะพระเจ้าสาครเป็นผู้สร้าง เป็นต้น28)พูดเรื่องความเจริญและความเสื่อมว่า การกระทำดังนี้เป็นเหตุแห่งความเสื่อม การกระทำดังนี้เป็นเหตุแห่งความเจริญ เป็นต้น29)พูดเรื่องป่า30)พูดเรื่องภูเขา31)พูดเรื่องแม่น้ำ32)พูดเรื่องเกาะต่างๆติรัจฉานกถาทั้ง 32 ประการดังที่ได้กล่าวมานี้ แม้ว่าบางอย่างจะเป็นประโยชน์ในทางโลกได้ก็จริง แต่ทว่าในด้านทางธรรมที่เกี่ยวกับการปฏิบัติแล้ว ถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ฉะนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่าเป็นติรัจฉานกถา ส่วนในด้านการปริยัตินั้นส่วนมากก็คงเป็นอุปสรรคได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ทำให้ไม่ได้รับผลดีเต็มที่จากการศึกษานั้นๆ ดังนั้น จึงเป็นติรัจฉานกถาฝ่ายด้านปริยัติอีกด้วยในติรัจฉานกถาทั้ง 32 นี้ ถ้าหากว่าได้กล่าวปรารภถึงคุณงามความดีของพระมหากษัตริย์ หรือผู้ใดผู้หนึ่งก็ตามที่มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ดี หรือปรารภถึงผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ก็ดี หรือผู้ที่พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์ศฤงคารบริวารมากมายปานใดก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่ต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความตายด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้ายกขึ้นมากล่าวเปรียบเทียบ ประกอบการอธิบายข้อธรรมบางอย่างบางประการ ไม่จัดว่าเป็นโทษแต่ประการใด คงมีแต่การได้รับประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สำหรับนัก ปฏิบัติแล้ว ถ้าไม่มีหน้าที่ ก็ไม่จำเป็นต้องนำเอาเรื่องเหล่านี้มาคุยสนทนากันแต่อย่างใดทั้งสิ้น2.วิคคาหิกกถาส่วน “ วิคคาหิกกถา” คือถ้อยคำที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เช่น ท่านเป็นผู้ถูกข้าพเจ้าข่มไว้ ข้าพเจ้าดีกว่าท่าน เป็นต้น มุ่งหมายให้เกิดการทุ่มเถียงกันไม่มีที่จบสิ้น เพราะการทุ่มเถียงกันย่อมเป็นการ ก่อโทสะให้เกิดขึ้นในใจของทั้งสองฝ่ายวิคคาหิกกถา ล้วนแต่เป็นโทษ ไร้ประโยชน์ ทั้งฝ่ายด้านปริยัติและปฏิบัติ ตลอดจนถึงฝ่ายทางโลก กล่าวคือในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะทำลายความดีงามและความเจริญของตน พร้อมกับทำลายความสามัคคีของหมู่คณะอีกด้วย ครั้นถึงคราวที่จะละจากโลกนี้ไปก็ต้องไปสู่ทุคติภูมิอีกดังนั้น ผู้ที่มีความประสงค์ใคร่จะวางตนเป็นบัณฑิตหรือสัปบุรุษ ก็ควรเว้นจากถ้อยคำที่เป็นวิคคาหิกกถาเหล่านี้เสีย

No comments:
Post a Comment