อธิบาย ศีล ๕ อย่างละเอียดที่สุด
การรักษาศีล คือ การตั้งเจตนายกเว้น
จากการทำความผิด คือ ตั้งใจงด ตั้งใจเว้น ตั้งใจไม่ทำ
ต้องมีความ“ตั้งใจ” กำกับไว้เสมอ
ไม่ใช่เพราะมีเหตุอื่นบังคับคนจึงไม่ทำผิด แต่หากไม่ทำเพราะตนได้ตั้งใจไว้ว่าจะงดเว้น
ความตั้งใจดังว่านี้ศัพท์ทางพุทธศาสนา เรียกว่า วิรัติหรือเจตนางดเว้น
ศีล ๕ โดยย่อ
ปาณาติปาตา เวรมณี
เว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป
อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของ มิได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย
กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี
เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
มุสาวาทา เวรมณี
เว้นจากการพูดเท็จ
สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี
เว้นจากดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ศีล ๕ โดยการขยายความ
ศีลข้อที่ ๑ เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์
ปาณาติบาต
สัตว์ในที่นี้หมายถึงสัตว์มีชีวิตทุกชนิด
ทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน และที่ว่ามีชีวิตนั้น นับตั้งแต่สัตว์นั้นมีปราณ
หรือลมหายใจ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือในไข่ จนกระทั่งสิ้นลมหายใจคือตาย
สัตว์ทุกชนิดย่อมมีสิทธิ์โดยชอบในการมีชีวิตของตนไปจนตายเอง
ผู้ใดทำให้เขาเสียชีวิตด้วยเจตนา ศีลข้อที่ ๑ ของผู้นั้นขาด
ฉายาปาณาติบาต
ผู้รักษาศีลข้อนี้นอกจากระวังไม่ให้ศีลขาดเพราะปาณาติบาตแล้ว
ถ้าวัดจากการกระทำที่เป็นฉายาของปาณาติบาตได้ด้วย
ก็จะทำให้ศีลของตนบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ถ้าเว้นไม่ได้ศีลของเขาก็ด่างพร้อยเหมือนผ้าที่ไม่ขาดแต่สกปรก
ฉายาปาณาติบาต คือ
ก. การทำร้ายร่างกาย คือทำให้ร่างกายของเขาเจ็บปวดพิกลพิการ
ข. การทรมาน
คือ ทำความลำบากแก่สัตว์เกินเหตุ เช่น
- ใช้งานหนักเกินกำลัง
- กักขังในที่คับแคบจนเปลี่ยนอิริยาบถไม่ได้
- นำสัตว์ไปโดยวิธีทรมาน เช่น ลากไป
- ผจญสัตว์ เช่น เล่นกัดปลา ชนไก่ ชนโค
การงดเว้นจากการทำเหล่านี้เป็นบริวารของการรักษาศีลข้อที่ ๑
ศีลข้อที่ ๒ เจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์โจรกรรม
การลักทรัพย์ หมายถึง
การละเมิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของคนอื่น
ของหมู่คณะหรือของส่วนรวมเอามาเป็นของตนโดยวิธีของโจร ที่เรียกว่า โจรกรรม การรักษาศีลข้อนี้ก็คือ
การเว้นจากการกระทำโจรกรรม๑๔ อย่าง ดังต่อไปนี้
๑. ลัก ได้แก่
การขโมยเอาลับหลัง
๒. ฉก
ได้แก่ ชิงเอาซึ่ง ๆ หน้า
๓. กรรโชก ได้แก่
ขู่ให้เขากลัวแล้วให้ทรัพย์
๔. ปล้น
ได้แก่ การรวมหัวกันหลายคนตีปล้นเอาทรัพย์
๕. ตู่ ได้แก่
การอ้างหลักฐานพยานเท็จเอาทรัพย์ของคนอื่น
๖. ฉ้อ ได้แก่
การทำอุบายฉ้อฉลให้เจ้าทรัพย์ตามไม่ทันแล้วเอาทรัพย์
๗. หลอก ได้แก่
การปั้นเรื่องขึ้นหลอกให้เขาหลงเชื่อแล้วให้ทรัพย์
๘. ลวง ได้แก่ การใช้เครื่องมือแลกเปลี่ยนผิดมาตรฐานตบตาคนอื่น
๙. ปลอม ได้แก่
การทำของปลอมใช้ของปลอมแลกเปลี่ยนได้ทรัพย์มา
๑๐. ตระบัด ได้แก่
บิดพริ้วคำมั่นสัญญาเพื่อเอาทรัพย์
๑๑. เบียดบัง ได้แก่การปกปิดซ่อนทรัพย์จนเจ้าของทอดอาลัยแล้วเอาเสีย
๑๒. สับเปลื่ยน
ได้แก่การสลับทรัพย์ของตนกับของคนอื่นถือเอาที่ตนต้องการ
๑๓. ลักลอบ ได้แก่
การหลีกเลี่ยงไม่จ่ายตามพิกัด เช่น เลี่ยงภาษี
๑๔. ยักยอก
ได้แก่การใช้อำนาจหน้าที่จำหน่ายทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยมิชอบ
ผู้ใดกระทำโจรกรรม ๑๔ อย่างนี้ ได้ทรัพย์มา
ศีลขาดและขอให้สังเกตด้วยว่า
ที่ว่าได้ทรัพย์มานั้นหมายถึงการได้ทรัพย์ของตนเองก็มีเช่น ข้อที่ ๑๓ ตนควรจะจ่ายเงินเสียภาษีไปเท่าไรแต่หลบเลี่ยงไม่เสียภาษีตามกำหนดทรัพย์ส่วนที่ตัวไม่เสียไปนั้นถือว่าได้มาด้วยโจรกรรม
ฉายาโจรกรรม
ผู้รักษาศีลข้อนี้นอกจากระวังไม่ให้ศีลขาดเพราะทำโจรกรรมแล้ว ถ้างดเว้นจากการกระทำที่เป็นฉายาโจรกรรมเสียได้ก็จะทำให้ศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งขึ้นถ้าเว้นไม่ได้ศีลของผู้นั้นก็ด่างพร้อย
ฉายาโจรกรรม ในที่บางแห่งท่านแยกลักษณะออกเป็น
๒ อย่าง
คือ เป็นอนุโลม โจรกรรม ๑ เป็นฉายาโจรกรรม ๑
ดังนี้
ก. อนุโลมโจรกรรม ได้แก่
(๑) การสมโจร คือการสนับสนุนให้คนอื่นทำโจรกรรม
(๒) ปอกลอก คือ
การคบคนอื่นเพื่อหวังหลอกเอาทรัพย์
(เช่นทำเป็นรักเขา)
(๓) รับสินบน คือ
รับสินจ้างให้ตนกระทำผิดหน้าที่
ข. ฉายาโจรกรรม (บางแห่งว่า การผิดในทรัพย์)
ได้แก่
(๑) ผลาญ คือ การทำให้ทรัพย์สินของคนอื่นเสียหาย
เช่นเผาบ้านเรือนเขา
(๒) หยิบฉวย
คือเอาสิ่งของของคนอื่นมาด้วยความมักง่าย ทำนองถือวิสาสะโปรดสังเกตว่า
ตามข้อ (๑)
การผลาญทรัพย์เป็นการทำให้ทรัพย์ของคนอื่นเสียหายด้วยความขัดเคืองใจหรือด้วยความคะนอง
ไม่ถือเอาทรัพย์นั้นเป็นของตน
แต่ก็เป็นเรื่องที่อาจร้ายแรงยิ่งกว่าการถือเอาทรัพย์ก็ได้เช่น
การวางเพลิง เป็นต้น
ศีลข้อที่ ๓ เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
กาม ในที่นี้หมายถึงเมถุน
คือการส้องเสพระหว่างชายหญิงการผิดในกาม หมายถึง
การเสพเมถุนกับบุคคลที่ต้องห้ามผู้ใดเสพเมถุนกับคนที่ต้องห้าม
ผู้นั้นทำผิดประเวณีศีลข้อนี้ขาด
บุคคลต้องห้ามของศีลข้อนี้ กล่าวรวม โดยสรุป
ดังนี้
- สำหรับชายมีภรรยา หรือ หญิงมีสามี, หญิงอื่นหรือชายอื่นนอกจากภรรยาหรือสามีของตนเป็นหญิงหรือชายต้องห้ามสมสู่ทั้งหมด
- สำหรับชายไม่มีภรรยา หรือ
หญิงไม่มีสามีถ้าเป็นคนที่มีผู้ใหญ่ปกครองดูแล มิใช่ผู้เป็นอิสระแก่ตนหญิงหรือชายทุกคนย่อมเป็นบุคคลต้องห้ามสมสู่ทั้งสิ้น
-
สำหรับชายหรือหญิงที่เป็นอิสระแก่ตนและยังไม่มีภรรยาหรือสามี หญิงหรือชายต้องห้าม
คือ
(๑) หญิงมีสามีหรือชายมีภรรยา
(๒) ชายหรือหญิงมีญาติรักษา คือมีผู้ใหญ่ปกครองไม่เป็นอิสระแก่ตน
(๓) ชายหรือหญิงที่จารีตรักษา
คือมีจารีตห้ามมิให้สมสู่
ได้แก่
- ชายหรือหญิงที่เป็นเทือกเถาเหล่ากอของตน
- ชายหรือหญิงหวงห้ามโดยข้อบังคับและอื่น ๆ
เช่น ภิกษุภิกษุณี สามเณร สามเณรี ชายหรือ หญิงรักษาอุโบสถศีลผู้เยาว์ เป็นต้น
ผู้ใดสมสู่กับหญิงหรือชายต้องห้ามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ศีลขาด
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงหลักการในทางปฏิบัติต้องพิจารณาโดยใช้หลักโยนิโสมนสิการคือพิจารณาอย่างแยบคาย
ร่วมด้วย (ความจริงแล้ว ก็ไม่ควรละเมิดในคู่ครองคนอื่น
นอกจากตนจะแต่งงานแล้วกับคนนั้นโดยชอบธรรมเท่านั้น)
ฉายาแห่งกาเมสุมิฉาจาร
โดยที่ศีลข้อนี้มีความมุ่งหมายในการรักษาจารีตประเพณีป้องกันการเสียหาย
เพราะเรื่องรักๆ ใคร่ ๆ
ผู้รักษาจึงควรงดเว้นจากการกระทำทุกอย่างอันเป็นการลุอำนาจแก่ความรักใคร่ระหว่างเพศ(ความกำหนัด)
เช่น การลวนลามเพศตรงข้าม การหยอกล้อต่อกระซิกคู่ครองของคนอื่น ฯลฯ
เพราะการทำเช่นนั้นทำให้ศีลเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส
อนึ่ง
การ[u]นอกใจคนรักของตนก็จัดเป็นอกุศลกรรมนับเนื่องกัน[/b]
ศีลข้อที่ ๔ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ
การพูดเท็จ หรือมุสาวาท
ซึ่งเป็นข้อห้ามในการรักษาศีลข้อนี้หมายถึงการแสดงออกด้วยเจตนาบิดเบือนความจริงให้คนอื่นหลงเชื่อ
- การแสดงออกทางวาจา คือ พูดให้ผิดจากความจริง
โกหก
- การแสดงออกทางกาย คือ
การกระทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดจากความเป็นจริง เช่น เขียนรายงานเท็จ
หรือแกล้งพยักหน้า แกล้งสั่นศรีษะ แกล้งแสดงกิริยาอย่างอื่นซึ่งเป็นที่รู้กันให้คนอื่นหลงเชื่อผิดไปจากความจริง
ผู้ใดเจตนากระทำมุสา
เมื่อผู้ที่ตนต้องการโกหกนั้นเข้าใจความหมาย ศีลขาด
มุสาวาท ๗ วิธี
เพื่อสะดวกในการศึกษาและการปฏิบัติ ท่านจำแนกกิริยาที่เป็นมุสาวาทไว้ ๗ วิธี
ดังต่อไปนี้
๑. ปด คือ โกหกชัด ๆ เช่น
ไม่รู้ว่ารู้ไม่เห็นว่าเห็น
๒. ทนสาบาน คือ แสดงตัวฝืนความจริง เช่น พูดว่า ถ้าทำจริงขอให้รถชนตาย
๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์ คือ
โกหกด้วยการแสร้งทำกิริยาอาการให้คนอื่นตีความผิดไปเอง เช่น ทำทีว่าเป็นคนพิการ
ให้ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร
๔. มารยา คือ แสดงท่วงทีลวงคนอื่นให้เข้าใจผิด
เช่นเจ็บน้อยแต่ครวญครางมาก
(หรือทำทีกลบเกลื่อนสิ่งที่ตนทำ)
๕. ทำเลส คือ แสดงนัยให้คนอื่นเข้าใจผิด เช่น
พูดเล่นสำนวนวกไปวนมา
๖. เสริมความ คือ เรื่องมีมูลน้อย
แต่พูดให้เห็นเป็นมาก
๗. อำความ คือ เรื่องมากแต่พูดให้เห็นเป็นน้อยปิดความบกพร่องของตน
ฉายาแห่งมุสาวาท
นอกจากงดเว้นจากมุสาวาท ๗
อย่างนั้นแล้วผู้รักษาศีลข้อนี้ควรเว้นจากการแสดงอันมีลักษณะประหนึ่งมุสาวาทซึ่งจะทำให้ศีลของตนมัวหมอง
คือ
- อนุโลมมุสา ได้แก่
การแสดงที่อาจทำให้ฟังหรือเห็นเข้าใจผิดจากความจริง
เช่น การคุยโวโอ้อวดเกินสมควร
- ปฏิสสวะ ได้แก่ การรับคำคนอื่นแล้ว
ไม่ทำตามรับและไม่อยากคืนคำให้เป็นกิจลักษณะแม้จะมีเหตุจำเป็นก็ไม่พ้นทำให้เป็นคนโกหกเขา
ข้อยกเว้น
มีการแสดงออกบางอย่างที่ไม่เป็นความจริง แต่ไม่ผิดศีลเพราะผู้แสดงออกไม่มีเจตนาจะกล่าวเท็จ
คือ
(๑) ยถาสัญญา
พูดไปตามที่ตนจำได้อย่างนั้นเข้าใจอย่างนั้น
(๒) โวหาร พูดไปตามแบบฟอร์มของการพูดในสังคม
เช่น
ลงท้ายจดหมายว่า “ ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
” ทั้ง ๆที่ตนมิได้นับถือเขาเลย
(๓) นิยาย เล่านิทานซึ่งผูกขึ้นเพื่อฟังกันเพลิน
ๆ
(๔) พลั้ง พูดพลั้งไป เช่น
มีคนถามว่าวันนี้เป็นวันอะไร
ไพล่เผลอบอกเขาไปว่าเป็นวันจันทร์ทั้งที่เป็นวันอังคาร อย่างนี้ไม่ผิดศีล
ในทางปฏิบัติของศีลข้อนี้
นอกจากงดเว้นจากมุสาวาทท่านควรงดเว้นจากการพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อไปด้วย
เพราะเป็นบาปกรรมเหมือนกัน
ศีลข้อที่ ๕
เจตนางดเว้นจากการดื่มน้ำเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
น้ำเมาอันเป็นวัตถุต้องห้ามในสิกขาบทนี้ท่านจำกัดไว้ว่า
เฉพาะสิ่งที่เป็นตั้งแห่งความประมาทคือ
เมื่อเสพเข้าไปในร่างกายแล้วทำให้สติเลื่อนลอย
ขาดการควบคุมตนเองตรงกับที่ร้องเรียกในสมัยนี้ว่า
สิ่งเสพติดให้โทษ
ในตัวสิกขาบทท่านยกขึ้นเป็นตัวอย่าง ๒ ชนิด คือ
สุรากับเมรัย, สุราได้แก่ น้ำเมาที่กลั่น
เมรัยได้แก่น้ำเมาที่ไม่ได้กลั่น หรือ เหล้าดิบ,
ตรงกับศัพท์ในคำสมาทานศีลที่ว่า “สุราเมรย….”ที่ท่านระบุไว้เพียงสองอย่างนี้
ขอให้เข้าใจว่าท่านระบุเพียงตัวอย่าง
ในทางปฏิบัติเราต้องถือหลักการใหญ่เป็นหลัก คืองดเว้นจากการเสพสิ่งมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาททุกชนิดจะเสพด้วยวิธีดื่ม
สูบ ฉีด
หรือวิธีใดก็ตามและไม่ว่าจะมีผู้ค้นพบสิ่งดังว่านี้ใหม่หรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่และเรียกชื่ออย่างไรก็ตามหากทำให้ผู้เสพเกิดความมึนเมาถึงประมาทขาดสติเป็นอันห้ามทั้งสิ้น
เพราะอะไรถึงต้องรักษาศีล ?
การรักษาศีลข้อที่ ๑ คือข้อปาณาฯ
การรักษาศีลข้อนี้คือห้ามฆ่าสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์ด้วยการฆ่าสัตว์ทำให้ศีลขาดนั้นมีองค์ประกอบ
๕ อย่าง ดังนี้
๑. สัตว์นั้นมีชีวิต
๒. รู้อยู่ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
๓. มีความตั้งใจที่จะฆ่า
๔. มีความพยายามที่จะฆ่า
๕. สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น
เมื่อครบด้วยองค์ ๕ นี้ศีลจึงขาด แต่ถ้า ๑-๔
ข้อศีลยังไม่ขาด
แต่มีความเศร้าหมองไม่สมบูรณ์การฆ่าสัตว์นั้นทำให้ศีลขาดเท่ากันแต่บาปกรรมนั้นไม่เท่ากัน
สมมุติว่าฆ่าสัตว์ตัวที่มีบุญคุณแก่เรามีส่วนช่วยเหลือช่วยงานแก่เรา
ทำประโยชน์ให้แก่เรา เช่น วัว ควาย ช้าง ม้า
เป็นต้นถ้าฆ่าธรรมดาก็มีบาปมากอยู่แล้วถ้าฆ่าด้วยความโกรธก็จะได้รับผลของบาปมากขึ้นเท่าตัว
แต่ถ้าสัตว์ตัวที่ถูกฆ่านั้นเป็นพระโพธิสัตว์ลงมาใช้ชาติก็จะได้รับผลของบาปนั้น
๑๐
เท่าทีเดียวเมื่อตายไปก็จะได้ลงไปสู่นรกทันทีจะได้รับกรรมถูกไฟนรกแผดเผาให้เกิดความทุกข์ทรมานยาวนานทีเดียวเมื่อพ้นจากนรกแล้วก็จะได้มาเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานให้เขาฆ่ามาเป็นอาหารหลายร้อยชาติถ้าได้มาเกิดเป็นมนุษย์
ก็เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์เพราะยังมีวิบากกรรมติดตามมา
สนองได้อีกเช่นทำให้อวัยวะไม่สมประกอบ จะทำให้ตาบอด หูหนวกง่อยเปลี้ยเสียขา แขนหัก
ขาขาด ปวดหลัง ปวดเอวปวดตามร่างกาย หาความสุขไม่ได้เลย
หรือเป็นโรคนานาชนิดทำให้ชีวิตทนทุกข์ทรมานหรือเกิดมาแล้วมีอายุสั้นพลันตายด้วยอุบัติเหตุต่าง
ๆนี้คือผลกรรมที่ตามสนอง
ถ้าฆ่าสัตว์อื่นที่ไม่มีบุญคุณแก่เราถ้าฆ่ามากไปก็ตกนรกได้เมื่อพ้นจากนรกแล้วจะเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ทำให้ชีวิตหาความสุขไม่ได้อายุยังไม่ถึงกาลเวลาของอายุขัยก็ตายไปเสียถ้าฆ่าสัตว์เล็ก
ๆ น้อย ๆเกิดมาในชาติหน้าผลของบาปกรรมนั้นจะทำให้ร่างกายเศร้าหมองผิวพรรณหยาบกร้านมีโรคผิวหนังประจำตัวมีการเจ็บป่วยเมื่อยตัวเป็นประจำ
ดังที่ได้อธิบายมานี้เป็นผลบาปกรรมในการฆ่าสัตว์นั่นเอง
การใช้ปัญญาพิจารณาในผลของบาปกรรมที่ผิดศีลข้อ
๑
นี้ก็เพื่อให้เข้าใจในผลของกรรมที่ตามสนองให้ได้เกิดความกลัวในบาปกรรมนั้นๆให้เกิดความสำนึกในชีวิตเขาและชีวิตเราที่มีความรักความหวงแหนในชีวิตเหมือนกับเราสัตว์ทุกตัวตลอดเราด้วยก็ไม่อยากตายเพราะถูกฆ่าเหมือนกันฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะอ้างว่าสัตว์เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์แต่ถ้าจับตัวมนุษย์ที่ชอบพูดอย่างนี้ไปให้เสือกินไปให้จระเข้กินดูซิเขาจะว่าอย่างไร
สัตว์ทุกตัวมีความกลัวต่อความตายทั้งนั้นเห็นมนุษย์อยู่ที่ไหนก็ต้องหลบหลีกปลีกตัวเพื่อความปลอดภัยแก่ชีวิตของเขาถึงขนาดนั้นก็พ้นเงื้อมมือมนุษย์ใจบาปนี้ไปไม่ได้พากันตามไล่ตามฆ่าเอามาเป็นอาหารไม่มีความเมตตาสงสารเขาบ้างเลยแต่ละวันมีความสะดุ้งหวาดผวากลัวต่อความตายอยู่ตลอดเวลา
ไม่กล้าที่จะออกหากินอะไรได้ตามใจ
ถ้าเราตกอยู่ในสภาพอย่างนี้จะมีความทนทุกข์ทรมานขนาดไหน ถึงอย่างไรก็ขอให้คิดถึงชีวิตเขาชีวิตเราดูบ้าง
หัวอกเขาอย่างไรหัวอกเราก็เป็นอย่างนั้นไม่ควรเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
ให้ถือว่าเขาเป็นญาติเป็นเพื่อนที่เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกันกับเรามนุษย์ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตใจสูง
แต่ขอให้สูงด้วยความรักให้สูงด้วยความสงสารต่อสัตว์ทั้งหลายจึงจะชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เป็นมนุษย์ที่มีคุณธรรมให้สัตว์อื่นได้พึ่งบารมีสมกับที่ว่ามนุษย์มีจิตใจสูงนี้ด้วยเถิด
ถ้าเราใช้ปัญญาพิจารณาในลักษณะนี้อยู่บ่อยๆ
ใจเราก็จะค่อยเปลี่ยนแปลงไปในทางดีจะมีความเมตตาต่อสัตว์
มีความสงสารสัตว์มากขึ้นในที่สุดเราก็จะไม่กล้าฆ่าสัตว์อีกเลยนี่คือมีปัญญาในการรักษาศีล หรือศีลเกิดขึ้นจากปัญญาก็ว่าได้ ถ้ารับศีลมาแล้ว แต่ขาดปัญญาในการรักษา ศีลนั้นจะขาดหายไปโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้น
สุตมยปัญญาและจินตมยปัญญาต้องเกิดมาก่อนศีลแน่นอน นี้คือสัมมาทิฏฐิ คือปัญญาความเห็นชอบในการรักษาศีลนั้นเอง
การรักษาศีลข้อ ๓ คือข้อกาเมฯ
ศีลข้อนี้ก็ต้องมีปัญญารักษาเช่นกันใช้ปัญญาพิจารณาว่าเราเป็นมนุษย์
รู้จักความละอายในการกระทำของตนเองไม่ควรประพฤติตัวเหมือนสัตว์ดิรัจฉานเพราะสัตว์ดิรัจฉานไม่มีปัญญาไม่มีความละอายในความประพฤติ
เขาจึงทำกันไปแบบภาษาสัตว์
ใครเป็นพ่อใครเป็นแม่ใครเป็นลูกเขาไม่ถือกันจะล่วงเกินเมียใครลูกใครเขาก็ไม่ละอายเขาไม่รู้จักสิ่งที่ควรหรือไม่ควร
นี่เราเป็นมนุษย์ที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมมีสติมีปัญญาที่ดี
รู้จักบาปบุญคุณโทษจึงไม่ควรฝึกตัวเอาแบบอย่างของสัตว์ดิรัจฉานความพอดีของมนุษย์คือผัวเดียวเมียเดียวก็พอแล้วถ้ามาฝึกตัวเหมือนสัตว์เกิดชาติหน้าก็จะได้ไปเกิดเป็นสัตว์อีกต่อไป
ดังภาษิตว่ามนุสฺสติรจฺฉาโน ถึงร่างกายเป็นมนุษย์
แต่ใจเป็นเหมือนสัตว์ดิรัจฉาน
เมื่อตายไปก็จะได้ไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานต่อไปเมื่อได้มาเกิดเป็นมนุษย์วิบากกรรมก็ยังตามมากรรมจะบันดาลให้ได้แต่คนนอกใจ
ถ้ามีสามี สามีก็จะนอกใจถ้ามีภรรยา ภรรยาก็จะนอกใจ ไม่มีความ
ซื่อสัตย์ต่อกันเผลอเมื่อไร
เป็นอันเกิดเรื่องทันทีถ้าเป็นไปในลักษณะอย่างนี้จะไม่มีความสุขในครอบครัวนั้นเลยมีแต่ทะเลาะเบาะแว้งตีกันฆ่ากันเดือดร้อนวุ่นวายกันไปหมด
นี้คือบาปกรรมตามสนองผู้ชอบล่วงละเมิดศีลข้อกาเมฯ
ฉะนั้นเราเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง
มีสติปัญญาที่ดีก็ให้มีศีลข้อนี้ประดับใจประดับกายใช้เป็นอุบายสอนใจอยู่เสมอ
ๆ
อีกสักวันหนึ่งใจก็จะเกิดความสำนึกตัวมีความละอายในการกระทำในสิ่งที่ผิดจากจารีตประเพณี
นี้คือรักษาศีลด้วยปัญญา ถ้าปัญญาได้อบรมสอนใจตัวเองอยู่บ่อย ๆ อย่างนี้
ผู้นั้นจะไม่ผิดศีลข้อกาเมฯ นี้อย่างแน่นอน
การรักษาศีลข้อที่ ๔ คือข้อมุสาฯ
ศีลข้อนี้จะขาดไปเพราะคำพูดฉะนั้นก่อนจะพูดต้องตรึกตรองใคร่ครวญในคำพูดให้ดีเสียก่อนจึงพูดออกไปว่าการพูดในประโยคนี้จะเกิดความเสียหายกับตัวเองและคนอื่นหรือไม่ถ้าเราพูดความไม่จริงออกไปจะเกิดความรู้สึกแก่ผู้รับฟังอย่างไรหรือเราได้รับฟังคำพูดไม่จริงจากคนอื่นในความรู้สึกของเราก็จะขาดความเชื่อถือจากคนนั้นทันทีหรือพูดส่อเสียดเบียดบังเปรียบเปรยในลักษณะเสียดแทงให้คนอื่นไม่สบายใจการพูดออกไปอย่างนี้จะก่อให้เกิดความแตกแยกกัน
สมมุติว่าแต่ก่อนมามีความรักกันมีอะไรก็ช่วยเหลือกันเหมือนกับว่าฝากเป็นฝากตายกันได้มีความเคารพเชื่อถือกันมาตลอด
ไปไหนไปด้วยกันอยู่ด้วยกันความรักสมัครสมานสามัคคีมีต่อกันอย่างมั่นคงเป็นเพื่อนสนิทมิตรที่รักต่อกันมาแล้วตาม เมื่อได้รับฟังคำพูดที่ไม่จริงหรือเป็นคำพูดส่อเสียดเปรียบเปรยไปในทางที่เสียหายความรักกันความไว้ใจกันที่เคยมีมาทั้งหมดนั้นก็พังทลายลงทันทีความสามัคคีที่เคยมีต่อกันมาก็แตกแยกกันแต่ก่อนเคยแสดงกิริยาในความรักความเคารพต่อกันและมีความเชื่อถือต่อกันมายาวนานก็ตาม
ความรู้สึกทั้งหมดนี้ก็หมดสภาพไป
ถึงจะมีภาระหน้าที่พูดคุยกันก็ไม่สนิทสนมกันเหมือนที่เคยเป็นมาถึงจะมีกิริยาออกมาในทางที่ดีต่อกันอยู่ก็ตาม
ส่วนตัวอกิริยา ที่เจ็บใจฝังลึก ๆ
ในความรู้สึกนั้นยังมีอยู่อีกสักวันหนึ่งก็จะหาช่องทางระบายอารมณ์แห่งความแค้นนี้ออกไปให้ได้จะเพ่งเล็งหาจุดอ่อนซึ่งกันและกันออกมาตอบโต้กัน
ถ้าพูดต่อหน้าไม่ได้ก็ต้องพูดลับหลังอาศัยคนใดคนหนึ่งเป็นสุขภัณฑ์เป็นผู้รับถ่ายเทระบายความในใจที่ไม่พอใจกับคนคนนั้นด้วยวิธีใดก็จะระบายออกมาอย่างเต็มที่นี้เรียกว่าพูดโจมตีกันลับหลังหรือกล่าวคำนินทาว่าร้ายออกมาให้สมใจ
เมื่อเริ่มต้นเป็นมาอย่างนี้ต่อไปนี้จะเกิดความอิจฉาตาร้อนต่อกันหาคำพูดที่จะเอาชนะกันด้วยวิธีต่าง
ๆในที่สุดก็กลายเป็นพยาบาทอาฆาตจองเวรต่อกันไปไม่มีที่สิ้นสุด
ฉะนั้น
เราจะฝึกตัวให้เป็นคนจริงฝึกรับผิดชอบในคำพูดของตัวเองให้มาก
เพราะคำพูดนั้นเป็นสื่อที่กระทบใจได้รวดเร็วกว่าการทำทางกายโบราณท่านกล่าวว่า
พูดออกไปสองไพเบี้ย
นิ่งเสียตำลึงทองนี่ก็หมายความว่าให้รู้จักการยับยั้งในคำพูดเอาไว้เพื่อจะได้ทบทวนดูว่าการพูดอย่างนี้จะมีผลดีผลชั่วอย่างไรนั่นเอง
การเกิดปัญหาในสังคมที่ไม่เข้าใจกันทุกวันนี้ก็เกิดจากคำพูดที่ไม่เหมาะสมต่อกัน
คนจะเกิดความรักกันหรือเกิดความเกลียดชังกันก็เพราะคำพูด
แต่ละวันจะสัมผัสกันด้วยคำพูดนี้มากกว่าการทำทางกายถ้าใจขาดสติขาดปัญญาความรอบรู้แล้วคำพูดก็หลุดออกมาในทางผิดได้ง่าย
ฉะนั้นคำพูดจึงเป็นสื่อที่บอบบางต้องระวังเป็นพิเศษอย่าพูดด้วยมานะทิฏฐิ
ว่าเราดีกว่าเขา เรามีฐานะมั่นคงกว่าเขา เรามีความรู้ดีกว่าเขา
เรามีตำแหน่งหน้าที่การงานดีกว่าเขา
เรามีชาติตระกูลดีกว่าเขา
เราเป็นผู้บังคับบัญชาเขา
อยากพูดอย่างไรก็จะพูดไปตามชอบใจ
อยากพูดดุด่าอย่างไรกับใครก็ใช้อำนาจของตัวเองพูดไปโดยไม่เกรงกลัวต่อใครทั้งสิ้น
โบราณว่า เท้าช้างเหยียบปากนก ก็เป็นในลักษณะนี้ นี่เรียกว่า คนหลงในมานะทิฏฐิของตัวเอง ถึงผู้น้อยเขาไม่มีโอกาสตอบโต้ก็ตอบ
แต่อย่าลืมว่าผู้น้อยก็มีหัวใจที่เต็มไปด้วยกิเลสเหมือนกัน
มีความโกรธความเกลียดผู้ใหญ่ได้เหมือนกัน
ถ้าเป็นไปในลักษณะอย่างนี้
สังคมของมนุษย์ที่เคยมีความรักต่อกันก็เริ่มจะร้าวฉานหรือแตกสลายไปเมื่อความรักทางใจไม่มีต่อกัน
ความสัมพันธ์ทางกาย
ความสัมพันธ์ทางวาจาก็ตีตัวห่างจากกัน
แต่ก่อนเคยช่วยเหลือเจือจานต่อกันด้วยกำลังกายกำลังทรัพย์
กำลังสติปัญญา
ช่วยแก้ปัญหากันมาตลอดแต่บัดนี้ได้พังทลายลง ขาดทั้งความรัก ขาดทั้งความสงสารขาดทั้งความเคารพเชื่อถือความดีที่มีต่อกันเป็นอันว่าสิ้นสุดลงจะพึ่งอะไรต่อกันไปในวันข้างหน้าก็หมดสภาพลง
นี่ก็เป็นเพราะคำพูดเป็นต้นเหตุดังคำที่ว่า
การพูดไม่ดีกับคนอื่นอย่างไรย่อมพูดได้แต่อย่าหวังน้ำใจจากคนอื่น
เมื่อมีความสำคัญได้อย่างนี้
จากนี้ไปให้ตั้งใจไว้ว่าเราจะไม่พูดเท็จ พูดส่อเสียด(ยุยง)
หรือเราจะไม่พูดที่ทำให้คนอื่นมีความเดือนร้อนเป็นทุกข์ด้วยคำพูดของเรา(หยาบคาย)นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป
การรักษาศีลข้อที่ ๕ คือข้อสุราฯ
ศีลข้อนี้ก็มีความสำคัญอยู่มากทีเดียวจึงได้บัญญัติเอาไว้เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นทีหลัง
เฮโรอีน ฝิ่น กัญชา ยาบ้า
เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ใจเกิดความลืมตัวกล้าทำกล้าพูดในสิ่งที่ไม่ควรทำควรพูด
ถ้าเมาลงไปเมื่อไรจะไม่คิดถึงในคุณธรรมที่ดีงามจะฆ่าสัตว์
ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดโกหกมดเท็จพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ
พูดเหลวไหลไม่มีสาระ
หมดความละอายจะทำจะพูดอะไรไม่มีความสำนึกไม่มีความรับผิดชอบในการทำการพูดของตนเอง
ตามปกติแล้วมนุษย์เรามีนิสัยบ้าบอคอแตกอยู่ในตัวอยู่แล้วเมื่อได้เสพสิ่งที่ว่ามาผสมลงไปใจก็จะเกิดเป็นบ้าเพิ่มขึ้นหลายเท่า
มีกิริยาทางกาย
กิริยาทางวาจา
ที่แสดงออกมานั้นไม่น่าดูไม่น่าฟังดังเห็นกันอยู่ในที่ทั่วไป
ย่อมก่อเหตุก่อภัยขึ้นมานานาประการเกิดความเสียหายให้แก่ตัวเองและคนอื่นเป็นอย่างมาก
จะเป็นผู้นำในครอบครัวหรือเป็นผู้นำในการบริหารงานต่าง ๆ ไม่ได้เลย
พวกขี้เมาทั้งหลายนี้จะพัฒนาในสิ่งใดให้ดีขึ้นไม่ได้เลย
มีแต่จะก่อให้เกิดความหายนะล้มเหลวล่มจม เสียหายในทรัพย์สินเงินทอง
ไม่รู้จักในการเก็บรักษาและไม่รู้จักหาสมบัติเข้ามาเพิ่มเติม
มีแต่จ่ายให้หมดไป ไม่รู้อนาคตของตนเองว่าจะเป็นไปอย่างไร
การกระทำของคนประเภทนี้นักปราชญ์บัณฑิตทั้งหลายไม่มีความสรรเสริญอีกต่อไปในชาติหน้าเขาก็จะได้รับกรรมชั่วอย่างแน่นอนเมื่อคนประเภทนี้ตายไปย่อมลงสู่อบายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์วิบากกรรมย่อมตามมาให้ผลเช่น
เป็นคนที่เสียจริตผิดมนุษย์ธรรมดา
ที่เรียกว่าคนไม่เต็มบาทนั่นเองคนประเภทนี้จะเห็นกันอยู่ทั่วไป
คนพวกนี้หารู้ตัวไม่ว่าแต่ก่อนได้ทำกรรมอะไรมาไม่รู้ตัวเลยเพราะกรรมมาปิดบังเอาไว้เมื่อใครไม่อยากเป็นคนประเภทนี้ในชาติหน้าในชาตินี้ก็อย่ากินเหล้าเมายาดังที่ได้อธิบายมาแล้วหรือเคยกินอยู่แล้วก็ขอให้ลดน้อยลง
ๆ จนน้อยที่สุดและจะไม่กินต่อไปจนตลอดวันตาย ถ้าคิดไว้อย่างนี้ก็เริ่มจะเป็นคนดีได้บ้าง
ถ้าไม่กินจริง ๆก็จะเป็นคนดีมีคุณค่าแก่ตัวเอง

No comments:
Post a Comment