๑. สัทธา ความเชื่อ คือเชื่อความตรัสรู้ของพระตถาคตพุทธเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นพระอรหันต์หมดจดจากกิเลสจริง ได้ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เองจรอง ทรงถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติดีจริง เป็นผู้เสด็จมาเสด็จไปดีจริง ทรงรู้แจ้งโลกจริง ทรงเป็นสารถีผู้ฝึกคนยอดเยี่ยมจริง ทรงเป็นศาสดาของพวกเทวดาและมนุษย์จริง ทรงเป็นผู้รู้จริง ทรงเป็นผู้มีพระมหากรุณาแจกธรรมจริง
๒. วิริยะ ความเพียร คือมีความแกล้วกกล้า เพื่อละอกุศล เพื่อทำกุศล มีกำลังบากบั่นมั่น ไม่ทอดธุระในกุศล
๓. สติ ความระลึกได้ คือมีสติ, ประกอบด้วยสติ, อันเป็นเครื่องรักษาตนอันดียิ่ง เป็นผู้ระลึกถึงการที่ได้ทำคำที่เคยพูดไว้แม้นานก็ยังระลึกได้
๔. สมาธิ ความตั้งใจมั่น คือเจริญฌาน ๔ กล่าวคือคุมจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว สงบสงัดจากนิวรณ์ ๕ ก็กามฉันท์เป็นต้น ทำองค์ ๕ แห่งปฐมฌานให้เกิดขึ้น ละวิตกวิจารเสียเข้าทุติยฌาน ละปีติเสียเข้าตติยฌาน ละสุขเสียกลายเป็นอุเบกขากับเอกัคคตาเข้าจตุตถฌาน
๕. ปัญญา ความรอบรู้ คือรู้ทั่วถึงความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งสังขารทั้งหลายทั้งปวง และรู้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ มีทุกขสัจเป็นต้น
ธรรมทั้ง ๕ มีสัทธา เป็นต้น เหล่านี้ เรียกว่า อินทรีย์ เพราะเป็นใหญ่ในกิจของตน คือสัทธา เป็นใหญ่ในการเชื่อ วิริยะ เป็นใหญ่ในการพากเพียร สติ เป็นใหญ่ในการระลึก สมาธิ เป็นใหญ่ในการตั้งจิตให้มั่น ปัญญา เป็นใหญ่ในการรอบรู้ ไม่ต้องอาศัยซึ่งกันและกันต่างฝ่ายต่างก็ทำเฉพาะหน้าที่ของตน
ธรรมทั้ง ๕ เหล่านี้ชื่อว่า พลังภายใจ คือเป็นกำลังใจ เมื่อเกิดมีในบุคคลใด บุคคลนั้นสามารถต่อต้านข้าศึกภายในได้ อันข้าศึกภายในได้แก่ธรรมอันเป็นส่วนชั่วที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพลังภายใน ๕ นั่นเอง คือ
- ๑. อสัทธิยะ ความไม่เชื่อ เป็นปฏิปักษ์ต่อสัทธา.
- ๒. โกสัชชะ ความเกียจคร้าน เป็นปฏิปักษ์ต่อวิริยะ.
- ๓. สติสัมโมสา ความหลงลืมสติ เป็นปฏิปักษ์ต่อสติ.
- ๔. จิตตวิกเขปะ ความฟุ้งซ่านของจิต เป็นปฏิปักษ์ต่อสมาธิ.
- ๕. ทุปปัญญา ความรู้ชั่วหรืออวิชชาความไม่รู้ เป็นปฏิปักษ์ต่อ
ปัญญา ธรรมมีสัทธา เป็นต้น อธรรมะมีอสัทธิยะ เป็นต้น เมื่อเกิดขึ้นในจิตผู้ใด ก็ต้องทำสงครามกัน ฝ่ายใดมีกำลังมาก ฝ่ายนั้นก็ชนะได้ครองจิตผู้นั้น

No comments:
Post a Comment